Skip to content
Stemcellจากนํ้าครํ่า_mdiclinic

AFSc Stem Cell สเต็มเซลล์ จากนํ้าครํ่า

AFSc Amniotic Fluid Stem Cell  คือ สเต็มเซลล์จากแหล่งที่มีความอ่อนเยาว์ เป็นการแยกสเต็มเซลล์
บริสุทธิ์จากน้ำคร่ำหรือที่เรียกว่า “Starter Cell” และนำมาเพิ่ม จำนวนนอกร่างกาย ซึ่งได้มาจากเซลล์ของเด็กทารก ที่อยู่ในครรภ์ ของมารดาที่ช่วงอายุครรภ์ 4 เดือน จึงเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นสเต็มเซลล์ที่มีความบริสุทธิ์และคุณภาพที่ดี ประสิทธิภาพสูง ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมของทางการแพทย์ที่จะนำมาพัฒนา วิเคราะห์ วิจัย นำมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆได้ และด้วยในปัจจุบันนี้มีการนำมาใช้ในด้านความงามกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการดูแลผิวพรรณ การชะลอวัย รวมไปถึงช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายที่เสื่อมไปตามอายุ การรับสเต็มเซลล์ ผู้รับต้องศึกษาเกี่ยวกับแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือ มาตรฐานในการจัดเก็บสเต็มเซลล์  

Stemcells แปลงเป็นเนื้อเยื้อต่างๆได้ MDI Clinic

ขั้นตอนการเก็บ Stem Cell จากนํ้าครํ่า

การเก็บหรือเลือกใช้สเต็มเซลล์นั้นมีด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีปลอดภัย และดีที่สุด คือ Amniotic Fluid Stem Cell (AFSc) : การคัดแยกสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำและนำมาเพิ่มจำนวนนอกร่างกาย

ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและยังเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคในอนาคต ข้อดีของเซลล์ต้นกำเนิดชนิดนี้สามารถที่จะแบ่งตัวได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถเก็บได้จากเซลล์ของเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดาที่ช่วงอายุครรภ์ 4 เดือน จะมีการแยกให้เหลือส่วนที่เป็นเซลล์จากนั้นเมื่อได้เซลล์แล้วจะนำเซลล์ลงเพาะเลี้ยงในน้ำยาที่เป็นอาหารเพาะเลี้ยง เซลล์ที่ตกลงมาเซลล์แรก จะเป็นสเต็มเซลล์ที่มีคุณภาพดีที่สุด และนำเซลล์เริ่มต้นมาเพิ่มจำนวนเป็นหลายแสนล้านเซลล์ สเต็มเซลล์ชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ร่างกายได้หลายชนิดและ แนวคิดนี้สามารถนำไปเป็นทางเลือกในการรักษาในโรคต่างๆได้ รวมถึงด้านความงามอีกด้วย

และถ้าหากเปรียบเทียบกับวิธีอื่น คือ MSCs เป็นการเก็บ Stem Cell ที่มากจากรกของเด็กที่คลอดแล้ว ซึ่งวิธีนี้เป็นการเก็บที่ง่าย แต่ผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพจะลดลงไม่ดีเท่ากับวิธี AFSc เนื่องจากความอ่อนเยาว์จะลดลงไปตามลำดับในขณะที่อยู่ในท้อง

Stemcell AFSc Process Sampled MDIClinic

การเปรียบเทียบ 3 แหล่งต้นกำเนิด Stem Cells

Stemcellจากนํ้าครํ่า_ตาราง_เปรียบเทียบ-mdiclinic

ทำไม AFSc ดีกว่า MSCs

ดร.ทัศนีย์ เพิ่มไทย หัวหน้าโครงการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดฯ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ผู้คิดค้นผลงานวิจัยนี้ กล่าวว่า สเต็มเซลล์ที่มาจากน้ำคร่ำนั้นมีที่มาจากทารกในครรภ์ เซลล์จึงมีศักยภาพอยู่ระหว่างสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนและสเต็มเซลล์ตัวเต็มวัย ทำให้ สเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำ มีคุณสมบัติเป็นมีเซนไคม์เหมือนสเต็มเซลล์ตัวเต็มวัย และมีคุณสมบัติพิเศษของสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนอยู่ด้วย สเต็มเซลล์ชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ร่างกายชนิดต่างๆ ได้มากชนิด โดยไม่ก่อให้เกิดก้อนเนื้องอกเมื่อภายหลังการปลูกถ่าย คุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งของสเต็มเซลล์น้ำคร่ำที่เหมือนกับสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน แต่ไม่พบในสเต็มเซลล์ตัวเต็มวัยชนิดใดๆ เลย คือ สามารถแบ่งเซลล์จากหนึ่งเซลล์เป็นหลายแสนล้านเซลล์ได้ และเนื่องจากสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำยังเป็นเซลล์ที่ อ่อนวัย จึงยังไม่แสดงลักษณะเฉพาะของภูมิคุ้มกันที่ชัดเจน ทำให้ไม่มีปัญหาการต่อต้านและปฏิเสธเซลล์ เมื่อนำไปใช้ปลูกถ่ายรักษาโรคให้แก่ผู้อื่น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้สเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำเป็นสเต็มเซลล์ชนิดมีเซนไคม์ที่น่าสนใจสำหรับการรักษาโรคในอนาคต

ขอบพระคุณข้อมูลจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/119376

AFSc เก็บโดยแพทย์สูตินารีเท่านั้น แต่ MSCs พยาบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องก็เก็บได้ ทำให้ความยากในการเก็บ Stem Cell ยากกว่า MSCs มาก

คำถามที่พบบ่อย Q&A

สเต็มเซลล์ คือ เซลล์ต้นกำเนิด ที่ยังไม่มีหน้าที่เฉพาะเจาะจง ความสามารถของสเต็มเซลล์คือการแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นเซลล์เนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ผิวหนัง เซลล์เม็ดเลือด เซลล์ปอด เซลล์หัวใจ ฯลฯ โดยปกติทุกส่วนของร่างกายเรามี Stem Cell อยู่แล้ว Stem Cell ในร่างกายมีการวนเวียนเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลาที่เราเติบโต เช่น เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน ผิวหนังของเรามีการผลัดเซลล์ผิวทุกๆ 28 วัน

Stem Cell (สเต็มเซลล์) มีความฉลาดมาก เพราะ สามารถวิ่งไปยังจุดที่มีการอักเสบเองได้ หรือที่เรียกว่า Homing Effect

ในปัจจุบัน สเต็มเซลล์ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่สุดยอดของวงการแพทย์ทุกแขนง โดยเฉพาะในวงการแพทย์ผิวหนังและความงาม เพราะสเต็มเซลล์เป็นการใช้เซลล์ซ่อมเซลล์ เป็นการซ่อมแซมความเสื่อมของร่างกาย แม้โดยปกติคนเราจะมีสเต็มเซลล์ที่ช่วยซ่อมแซมภายในร่างกายอยู่แล้ว แต่การซ่อมแซมนั้นอาจไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ปริมาณของสเต็มเซลล์และคอลลาเจนย่อมลดลงตามธรรมชาติ คนที่มีอายุมากขึ้นส่วนใหญ่จะมีผิวหนังบาง แพ้ง่าย จนนำไปสู่ปัญหา ฝ้า กระ ริ้วรอย ร่องลึกตามบริเวณต่างๆ ของใบหน้า การเพิ่มปริมาณสเต็มเซลล์ใหม่ๆ ที่มีความสด บริสุทธิ์ คุณภาพสูง และยังมีชีวิตอยู่ (Live Stem Cell) จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์มีการซ่อมแซมตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ผิวพรรณกลับมากระจ่างใสและดูอ่อนกว่าวัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นการแก้ที่ต้นเหตุของความเสื่อม

  1. แบบเลือด: ใช้สำหรับปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดได้ จึงเอาไปรักษาโรคทาง Anti-aging ไม่ได้เลย (เพราะถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไปเป็นอะไร)
  2. แบบเนื้อเยื่อ:

           ESC (Embryonic Stem Cells) เป็นสเต็มเซลล์ที่ได้จากตัวอ่อน แต่การนำมาทดลองมีโอกาสเกิดเป็นเนื้องอก 30% และสเต็มเซลล์ประเภทนี้เก็บได้จากทารกที่แม่ทำแท้ง ในปัจจุบันวงการแพทย์จึงไม่ใช้สเต็มเซลล์ประเภทนี้

           MSC (Mesenchymal Stem Cells) เป็นสเต็มเซลล์ที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิดมาจากเนื้อเยื้อ มีเซนไคม์ (Mesenchyme) ได้แก่ สายสะดือ, เลือดจากรก, ไขมัน, ไขกระดูก, ฟัน เป็นต้น สเต็มเซลล์ประเภทนี้ทำหน้าที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ของอวัยวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพหรือผิดปกติให้ทำงานได้ดีขึ้น

           AFS (Amniotic Fluid Stem Cell) เป็นสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำของแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน และต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการเจาะน้ำคร่ำ เท่านั้น

Stem Cell (สเต็มเซลล์) จากน้ำคร่ำเป็นเซลล์ที่เด็กที่สุด มีประสิทธิภาพการซ่อมแซมเห็นผลชัดที่สุด เนื่องจากการคัดแยกสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำ และนำมาเพิ่มจำนวนนอกร่างกายมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก

สเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำ มีคุณสมบัติเป็นมีเซนไคม์เหมือนสเต็มเซลล์ตัวเต็มวัย และมีคุณสมบัติพิเศษของสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนอยู่ด้วย สเต็มเซลล์ชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ร่างกายชนิดต่างๆ ได้มากชนิด โดยไม่ก่อให้เกิดก้อนเนื้องอกเมื่อภายหลังการปลูกถ่าย คุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งของสเต็มเซลล์น้ำคร่ำที่เหมือนกับสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน แต่ไม่พบในสเต็มเซลล์ตัวเต็มวัยชนิดใดๆ เลย คือ สามารถแบ่งเซลล์จากหนึ่งเซลล์เป็นหลายแสนล้านเซลล์ได้ และเนื่องจากสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำยังเป็นเซลล์ที่ อ่อนวัย จึงยังไม่แสดงลักษณะเฉพาะของภูมิคุ้มกันที่ชัดเจน ทำให้ไม่มีปัญหาการต่อต้านและปฏิเสธเซลล์ เมื่อนำไปใช้ปลูกถ่ายรักษาโรคให้แก่ผู้อื่น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้สเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำเป็นสเต็มเซลล์ชนิดมีเซนไคม์ที่น่าสนใจสำหรับการรักษาโรคในอนาคต

ก่อนเข้ารับบริการ สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ และหากกรณีที่มีทำหัตถการที่ใช้เครื่อง แนะนำให้ทำมาก่อนให้สเต็มเซลล์ เนื่องจากหลังให้สเต็มเซลล์แล้วช่วง 7 วันหลังฉีดสเต็มเซลล์ควรเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เครียด และการออกกำลังกายหนักหรือการที่ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะอักเสบน้อยที่สุด และ 1 เดือนหลังฉีดสเต็มเซลล์ เว้นการทำเสริมความงามที่ใช้เครื่อง เช่น เลเซอร์ , Ulthera เป็นต้น

โดยทั่วไปร่างกายเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป แต่การใช้ชีวิตของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นอยู่ที่ความพอใจของลูกค้า ถ้ามีการฟื้นฟูตั้งแต่ช่วงที่ร่างกายเสื่อมน้อยๆ ก็ย่อมดีกว่า

  • Anti-aging อายุ 30-40 ปี ส่วนใหญ่ควรมาให้ปีละครั้ง
  • กลุ่ม อายุ 60-70 ปี จะเป็น ปีละ 2 ครั้ง

สเต็มเซลล์มีหลายชนิด ซึ่งก่อนหน้านี้ชนิดที่นิยมใช้กัน คือ สเต็มเซลล์ตัวอ่อน (ESC) ซึ่งมีอัตราการเกิดมะเร็งเยอะ จึงให้งดใช้ในมนุษย์ไปแล้ว ดังนั้น สเต็มเซลล์ที่ก่อมะเร็งได้เป็นชนิดเมื่อ 10 ปีก่อน แต่สเต็มเซลล์ของทาง MDI Clinic ไม่พบเคสที่เกิดมะเร็ง ดังนั้นคุณลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาที่มีมาตรฐาน ปลอดภัยในทุกๆขั้นตอน 

สเต็มเซลล์ถ้ามาจากร่างกายมนุษย์ สามารถเก็บได้จากรากฟัน ไขกระดูก ไขมัน ฯลฯ ในแต่ละโรคที่ต้องการรักษาจะมีการใช้สเต็มเซลล์จากทุกแหล่งอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่คนทั่วไปอ่านเจอในข่าว หรืองานวิจัยมักมาจากไขกระดูก คนส่วนใหญ่จึงเข้าใจแบบนั้น

โดยปกติจะมี 2 แบบ คือ 

  1. ฉีดตามตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ผิวหน้าตามบริเวณร่อง ริ้วรอยต่างๆ ฝ้า กระ ความหย่อนคล้อย หรือผิวไม่ชุ่มชื้น / หนังศรีษะ / ช่วงข้อต่อต่างๆ กล้ามเนื้อ / อวัยวะภายใน และ ส่วนอื่นๆ
  2. การ Drip หรือที่เรียกว่า การฉีดทางเส้นเลือดดำ เป็นการให้ควบคู่กับวิตามิน และปริมาณการให้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวแต่ละท่าน หรือ การประเมินของแพทย์

ประมาณ 1 – 4 สัปดาห์ หลังฉีดจะเริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ตามแต่ละจุดที่ได้รับสเต็มเซลล์ เช่น

  • ผิวหน้า : มีความเนียนนุ่ม อิ่มน้ำ เต่งตึงขึ้น ในประมาณช่วง 1 เดือน
  • IV Drip : ร่างกายปรับสมดุลดีขึ้น สดชื่น ชะลอวัยได้ดี และอาจจะพบว่าค่าเลือดมีเกณฑ์ที่ดีขึ้น
  • ส่วนอื่นๆ : ตามอาการของอวัยวะนั้นๆ ลดการปวด อักเสบ ดีขึ้นตามลำดับ

ต้องขออนุญาตไม่แจ้งว่า ” รักษาโรคได้ ” เพราะ Stem Cell (สเต็มเซลล์) จะเป็นการช่วยเสริมสร้าง ” เซลล์ ” โดยรวมจากพื้นฐานให้การอักเสบดีขึ้น และร่างกายเริ่มปรับสมดุลได้ อาการโดยรวมจึงดีขึ้น จึงไม่เรียกว่า “รักษา” อย่างไรก็ตามหากมีโรคร้ายอยู่เดิมแล้ว ควรมีการรักษา และดูแลตนเองควบคู่กันไป

หลังฉีดไปประมาณ 1 – 2 วัน อาจมีอาการคล้ายไข้ ตัวอุ่นๆ ร้อนๆ ไม่สบายตัวได้บ้าง แต่ไม่ต้องเป็นกังวลใจจะไม่มีอาการผิดปกติที่ร้ายแรงใดๆที่น่าเป็นห่วง เพราะที่ MDI Clinic เลือกใช้สเต็มเซลล์ที่ได้มาตรฐาน ดังนั้นคุณลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาที่ปลอดภัยในทุกๆขั้นตอน

MDI CLINIC ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่าน สำหรับท่านใดอ่านข้อมูล แล้วต้องการปรึกษาคุณหมอ หรือสอบถามเพิ่มเติม ยินดีให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ปรึกษาคุณหมอ หรือสอบถามเพิ่มเติม

Call : 0923249465

Facebook : MDI CLINIC 

Instagram : MDI CLINIC.TH